.:: ดูหนัง~ฟังเพลง ::. > ประวัติ ดารา-นักร้อง

รำลึกถึง "ระพิน ภูไท" นักร้องอมตะยุคเก่าตอนกลาง เสียชีวิต 23 มี.ค.2524

(1/1)

สัมพันธ์ พัทลุง:
                                                   ระพิน  ภูไท                          

            ขอลา..นงรามเบื่อความโกหก….โกหกเสียจริง ลาก่อนผู้หญิงที่ชอบหลอกลวง
            อยู่ไปช้ำใจฟรี ๆ  แค่นี้ก็ทำให้ช้ำทรวง  ทนดูความลวงมาห้าห๊กปี….

       ถ้าย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2514 - 2515  ใครบ้างจะไม่รู้จักเพลง   “ลาก่อนความโกหก”
“คนสวยใจดำ”  “อีแม๊ะ”   “ชายคลอง”  “จ้างก็ไม่รัก” “คุณนายโรงแรม”  “เอาคำว่ารักของ
คุณคืนไป” ฯลฯ  ซึ่งขับร้องโดยนักร้องลูกทุ่งเสียงหวาน หน้าตาหล่อเหลา นาม ระพิน  ภูไท  
ทุกเพลงที่เขาร้องล้วนไพเราะ และโด่งดังกลายเป็นเพลงอมตะมาจนถึงทุกวันนี้  นอกจากจะ
ร้องเพลงเพราะแล้ว ยังมีความสามารถในด้านการแสดงภาพยนตร์อีกด้วย  ระพิน  ภูไท  
แสดงภาพยนตร์ด้วยกัน 3 เรื่อง คือ “สองฝั่งโขง”   “ลานสาวกอด”  "อสุรกาย" ซึ่งเป็นภาพยนตร์
เพลง  แต่น่าเสียดายเขาเสียชีวิตเสียก่อน ด้วยวัยเพียง 35 ปี เท่านั้น  ระพิน  ภูไท  เสียชีวิตเมื่อ  
23  มี.ค.2524
             ประวัติความเป็นมาพอสังเขป
            ระพิน  ภูไท     ชื่อจริง   บุญมี   เรืองรัศมี     เกิดเมื่อ  พ.ศ.2490 ที่
จ.สุโขทัย   บิดาชื่อ บุญมา   มารดาชื่อ เจียน  เรืองรัศมี   เป็นชาวสุโขทัย   มีพี่น้อง 8 คน  เขา
เป็นคนที่ 5  เมื่อมารดาตั้งครรภ์ใกล้จะคลอด ได้เดินทางไปหาบิดาซึ่งทำงานอยู่ อ.สวรรคโลก
จ.สุโขทัย  ขณะเดินทางไปถึงบ้านคลองตาลมารดาเกิดเจ็บครรภ์  จึงแวะไปที่อนามัยคลองตาล
และคลอดเด็กชายบุญมี เรืองรัศมี ที่นั่น
                 เมื่ออายุได้ 7 ขวบ ก็เข้าเรียนหนังสือชั้น ป.1 ที่โรงเรียนสวรรคโลก  แต่พอจบ ป.3
ก็ต้องลาออก เพราะบิดาลาออกจากงาน และย้ายครอบครัวไปอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเปลี่ยน
อาชีพเป็นขับรถสามล้อรับจ้าง และต่อมาพอมีทุนหน่อย   ก็ลงทุนซื้อรถสามล้อให้เช่า   เด็กชาย
บุญมี  จึงต้องไปเรียนชั้น ป.4  ต่อ ที่ จ.พิษณุโลก  เมื่อจบ ป.4  ก็กลับไปอยู่กับยายที่สวรรคโลก
จ.สุโขทัย และเรียนต่อที่ รร.ศิลปวิทยา จนจบ ม.3
เมื่อ จบ ม.3  แล้ว ก็เดินทางกลับไปอยู่กับพ่อที่ จ.พิษณุโลก ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่สนุกสนาน
ไปเรื่อยตามประสาวัยหนุ่ม บางครั้งถีบสามล้อรับจ้างและเก็บค่าเช่าสามล้อแทนพ่อ แต่ที่ชอบ
ที่สุดก็เห็นจะเป็นการร้องเพลงเชียร์รำวงตามงานวัด เรียกว่ามีงานวัดไหนต้องมีบุญมีขึ้นร้องเพลง
เชียร์รำวงที่วัดนั้น และเสียงของเขายังไพเราะจับใจจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอย่างกว้างขวาง
พ่อแม่เห็นแววของเขาน่าจะเอาดีในด้านการเป็นนักร้องลูกทุ่งได้  ก็คอยหาทางช่วยเหลือบุตรชาย
เพื่อให้เป็นนักร้องของวงดนตรีวงใดวงหนึ่งให้ได้
          และแล้วโอกาสและวันโชคดีก็มาถึงเขา  เมื่อวันหนึ่งวงดนตรี “รวมดาวกระจาย”
ของครูสำเนียง  ม่วงทอง  เดินทางไปทำการแสดงที่ จ.พิษณุโลก  พ่อแม่ไม่ยอมให้เสียโอกาส  
นำบุญมีไปสมัครกับครูสำเนียง  และครูสำเนียงก็มอบโอกาสให้กับเขา โดยให้ขึ้นร้องโชว์ความ
สามารถในงานคืนนั้นเสียเลย บุญมีทั้งดีใจและตื่นเต้นเป็นที่สุด  เขาร้องเพลง “กล่อมน้องนอนเปล”  
และ  “ตำรวจครับ”  ของชาย  เมืองสิงห์  และก็ไม่ผิดหวัง ผู้ชมปรบมือต้อนรับเขาอย่างกึกก้อง  
ครูสำเนียงรับเขาไว้เป็นนักร้องประจำวงโดยไม่รีรอ  เขาเดินสายร้องเพลงอยู่กับวง “รวมดาวกระจาย”  
โดยใช้ชื่อ  “เพชร  พิษณุโลก”  นานพอสมควร ยังไม่พบหนทางที่จะสมปรารถนาได้  จึงขอลาออก  
ไปอยู่กับพี่สาวที่จังหวัดนครราชสีมา  ยึดอาชีพถีบสามล้อเลี้ยงชีพไปพลาง ๆ ก่อน เพื่อรอจังหวะและ
โอกาส  
                   และโอกาสเป็นของเขาอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อทางสถานีวิทยุ ว.ป.ถ.ของจังหวัดนครราชสีมา
จัดประกวดร้องเพลง  เขาไปสมัครด้วย  และได้รับรางวัลชนะเลิศ    ในวันเวลาใกล้เคียงกัน วงดนตรี
ของบรรจบ เจริญพร ไปทำการแสดงโรงภาพยนตร์ในจังหวัดนครราชสีมา  เขาจึงไปสมัครเพื่อขอเป็น
นักร้องในวง  แต่บรรจบปฏิเสธเนื่องจากนักร้องเต็ม  ในช่วงนั้นครูพยงค์  มุกดา  ยุบวงพอดี  นักร้อง
จากวงครูพยงค์ จึงมาอยู่กับวงบรรจบหลายคน  เช่น  ชินกร  ไกรลาศ,  พจน์  พนาวัลย์, อรรณพ  
อนุสรณ์, ครูประดิษฐ์  อุตถะมัง  รวมทั้ง จีระพันธ์  วีระพงศ์  ก็มาอยู่ด้วย เขารู้สึกผิดหวัง แต่ขอร้อง
เพลง “อย่าเดินโชว์” เพื่อโชว์เสียงให้บรรจบฟัง 1 เพลง  
                  วันต่อมาบรรจบยกวงไปแสดงที่จังหวัดชัยภูมิ  เขาก็ตามไปสมัครอีก บอกว่าหัวหน้ารับ
ผมไว้เถอะ จะให้ผมทำอะไรก็ได้  ล้างรถก็ได้  คุณตี๋ เด็กประจำวงบรรจบคนหนึ่ง บอกว่าหัวหน้ารับเขา
ไว้เถอะ จะได้ช่วยกันล้างรถ แต่บรรจบก็ไม่รับปากรับคำอะไร  หลังจากเลิกการแสดง  ขากลับกรุงเทพฯ
เขาแอบติดรถมาด้วย  คนที่ชวนให้เขาติดรถมาด้วยคือ "ฉลอง  ภู่สว่าง"  นักดนตรีในวง  กลางทางบรรจบ
เดินจ่ายค่าตัวให้กับนักร้องนักดนตรีในรถ  เหลือบไปเห็นเขาเข้าอย่างจัง  บรรจบถามว่ามาได้อย่างไร
ใครอนุญาตขึ้นรถ  เขาชี้ไปที่ครูฉลอง  บรรจบจึงยอมรับเขาเข้าวงตั้งแต่วันนั้น เขาใช้ชื่อใหม่ในการเป็น
นักร้องวงบรรจบว่า  “ยอดเพชร  ราชสีมา”  
              มีอยู่วันหนึ่งวงดนตรีบรรจบไปทำการแสดงที่สนามกีฬาแห่งชาติประเทศลาว  ยอดเพชร
มีโอกาสได้ออกไปร้องเพลงหน้าเวที  โดยใช้เพลง ฝนเดือนหก ของรุ่งเพชร  แหลมสิงห์ และเพลงของ
ศรคีรี ศรีประจวบ  ด้วยน้ำเสียงอันหวานซึ้ง ทำให้คนดูชื่นชอบปรบมือกึกก้องไปทั้งสนามกีฬา  บรรจบเอง
ก็รู้สึกปลื้มใจไม่น้อยที่เห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จด้านหน้าเวที   หลังจากวันนั้นเขาจึงได้ร้องเพลง
หน้าเวทีเรื่อยมา  เขาอยู่กับวงบรรจบได้ปีกว่า ๆ ก็ต้องออก  
                 สาเหตุ  ของการออกจากวงมีอยู่ว่า  ครูฉลอง  ภู่สว่าง  ซึ่งเป็นนักดนตรีของวงเห็นว่า
“ยอดเพชร  ราชสีมา”  มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง เสียงดี  จึงแอบแต่งเพลงให้บันทึกเสียง 3 เพลง
ด้วยกัน  มีเพลง “ลาก่อนความโกหก”  “ปีวอกหลอกพี่”  “คำสั่งคุณหมอ”  และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า
ระพิน  ภูไท  หลังจากบันทึกเสร็จก็ส่งแผ่นให้คุณยุทธนา  พรอนันต์  นำไปเปิดในรายการที่สถานีวิทยุ ปตอ.
ปรากฏว่า 1 เดือน เพลงเริ่มดัง   ชื่อของระพิณ  ไปเข้าหูของคุณ "คุณประกิจ  ศุภวิทยาโภคี"  หัวหน้า
วงดนตรี  "ลูกทุ่งเสียงทอง"  ที่จังหวัดนครปฐม  คุณศุภกิจจึงติดต่อมาทางครูฉลองเพื่อขอตัวระพิณไป
ร่วมวงด้วย  แต่ยังไม่ทันได้ไป  เมื่อข่าวการแอบบันทึกเสียงของระพินล่วงรู้ไปถึงบรรจบผู้เป็นหัวหน้าวง  
บรรจบไม่พอใจเป็นอย่างมาก  จึงเชิญ ฉลอง  ภู่สว่าง  ระพิณ ภูไท  และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดออกจากวง  
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่างนำวงไปแสดงที่จังหวัดอ่างทอง
                 ต่อมาเมื่อปี 2514  ครูฉลองต้องการผลักดันให้ “ระพิณ ภูไท” มีชื่อเสียงในวงการ
เพลง  แต่ไม่มีทุนในการจัดจำหน่ายแผ่นเสียง  จึงพยายามหานายทุนอยู่หลายเดือน  จนในที่สุด  
จึงยอมให้ “วิษณุกร  นครปฐม” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่ง พาไปหา  “คุณประกิจ  ศุภวิทยาโภคี  
เจ้าของห้างซิมสัน ซึ่งรับอัดแผ่นเสียงและซ่อมวิทยุโททัศน์ อยู่ที่จังหวัดนครปฐม  และเป็นหัวหน้าวง
"ลูกทุ่งเสียงทอง"  ผู้ที่เคยขอตัวระพิณมาก่อนหน้านี้  นายห้างประกิจฯ ตกลงรับเป็นนายทุนให้  โดย
ได้คุยข้อตกลงกันหลายอย่าง  เช่น เปลี่ยนชื่อวงจาก "ลูกทุ่งเสียงทอง" เป็น "พิณศรีวิชัย"  และทำ
สัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อผูกมัดกันไว้  เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบิดพลิ้ว  โดยทำสัญญากันเมื่อ
วันที่ 7 เมษายน  2514  ในสัญญาระบุว่า ระพินต้องร้องอัดแผ่นเสียงให้กับห้างซิมสันเพียงแห่งเดียว
ในระยะเวลา 3 ปี  และสังกัดอยู่กับวงดนตรี “พิณศรีวิชัย” เท่านั้น ถ้าไปร้องให้คนอื่นต้องถูกปรับ
เพลงละ 20,000 บาท  ส่วนเรื่องการร้องเพลง ระพินฯ จะได้รับค่าจ้างพันละ 20 บาท ของรายได้สุทธิ  
การทำแผ่นเสียงถ้าห้างขายแผ่นเสียงได้เบอร์ละกว่า 20,000 แผ่น  ระพินฯ จะได้รับพันละ 50 บาท
ของรายได้สุทธิ  ซึ่งสัญญาดังกล่าวนี้ ระพินฯ อ้างว่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม  หลังจากเพลงชุดแรกดัง  
ระพินฯ ขอขึ้นค่าตัว  แต่นายห้างไม่ยอม ระพินฯ จึงเบี้ยวงานไม่ไปร้องเพลง  ทำให้นายห้างฟ้องร้องเรียก
ค่าเสียหายเป็นเงินแสน  ความขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก ระพินฯ ออกมาตั้งวงเองเมื่อปี พ.ศ.2515 โดยมี
สำนักงานอยู่ที่เลขที่ 29/9  ต.สวนหลวง อ.เมือง จ.นนทบุรี  
   ในระยะหลัง ระพิน  ภูไท ประสบมรสุมชีวิตมากมายจนกลายเป็นคนดื่มเหล้าจัด ต้องล้มเลิก
วงดนตรี  หลังปี พ.ศ.2520  เขาไปอยู่ที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นบ้านพ่อแม่ของภรรยา  พร้อม
ด้วยภรรยาและลูก 2 คน  เมื่อปี 2523  “ถนอม  จันทร์เกตุ”  ซึ่งเป็นเพื่อแท้คนหนึ่งที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน  
ได้พาระพินฯ ไปพบครูชลธี  ธารทอง  เพื่อขอให้แต่งเพลงให้สักชุดหนึ่ง โดยระพินฯ กล่าวกับครูชลธี
ในฐานะเพื่อนที่เคยอยู่ร่วมวง “รวมดาวกระจาย” มาด้วยกันว่า “กูจะคัมแบ๊ก”  ครูชลธี  เห็นสภาพความ
เป็นอยู่ของระพินแล้วก็สงสารจับใจ  จึงแต่งเพลงให้ร้อง 1 ชุด มีเพลง “ไอ้หนุ่ม ต.ช.ด.”  “ซังข้าวเฝ้านา”  
“น้ำตาไอ้พิน”  “ไอ้หนุ่มบ้านนา”  “ลำดวนใจดำ”  โดยเฉพาะเพลง ไอ้หนุ่ม ต.ช.ด. ทำให้ระพินเกือบจะ
เกิดใหม่  แต่อนิจา…รุ่งขึ้นปีต่อมา เขาจบชีวิตเสียก่อน
    ก่อนเสียชีวิต  คุณ โสภา  เรืองรัศมี  ผู้เป็นภรรยา  เล่าให้คุณณรงค์ รอดเจริญ แห่งนิตยสาร
ราชาเสียงทองฟังว่า  ระพินปวดขาเพราะข้อเท้าบวมมาหลายวันแล้ว ก่อนที่ข้อเท้าจะบวม ได้รับเชิญไป
ร้องเพลงกับวงดนตรี “ลูกทุ่งฉันทนา”  ของ ศิลป์  จิตรกร ได้เงินมา 1,000 บาท  ในเย็นวันอาทิตย์ที่
22 มีนาคม ตั้งใจจะไปหาหมอ  แต่บังเอิญคลินิกปิด เลยบอกภรรยาว่าไว้ค่อยไปวันที่ 25 ก็ได้    จึงชวน
ภรรยาไปดูภาพยนตร์เรื่อง  “ผีตาโบ๋”  หนังเลิกก็กลับบ้านเข้านอน  สักพักหนึ่งระพินบอกภรรยาว่าร้อน
เหลือเกิน  จึงลุกออกไปนอนที่ม้าหินอ่อนนอกบ้าน นอนได้สักครู่ก็เดินเข้าบ้านบอกว่าแน่นหน้าอก และ
หายใจไม่ค่อยออก  คุณโสภาจึงนำส่งโรงพยาบาลมหาชัย หมอรับตัวไว้รักษาและพยายามช่วยชีวิต
อย่างเต็มที่
   จนกระทั่งเวลา  04.00 น. ของวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2524  ระพิน  ภูไท  ก็เสียชีวิตลง  
ด้วยสาเหตุเส้นโลหิตในสมองแตก ซึ่งเขาเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนแล้ว  ระพน ภูไท เสียชีวิต
ด้วยวัยเพียง 35 ปี เท่านั้น  ศพของเขาถูกนำมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดสมรโกฏิ จังหวัดนนทบุรี  ปัจจุบันอัฐิ
ของเขาถูกบรรจุไว้ที่วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี
    ระพิน  ภูไท   มีภรรยาชื่อ  โสภา  เรืองรัศมี   มีบุตร 2 คน  คนโตเป็นชายชื่อ นิรชน
คนเล็ก เป็นหญิงชื่อ นนทยา
 
                                                                  สัมพันธ์   พัทลุง

konmong:
นักร้องเสียงหวานคมผู้นี้นั่งอยู่ในใจผมมานานเขาจากไปหลายปีแต่เพลงของเขาเสียงร้องของระพินไม่มีวันที่จะจางหาย
ไปจากคนลูกทุ่งได้เลย

สมพร เกาะยอ:
ได้อ่านประวัติ ระพิน ภูไท จากที่พี่สัมพันธ์ เล่ามา ครั้งนี้ถือว่าลึกมาก น่าเสียดายที่ ระพิน เกิด แก่ เจ็บและตายในเวลาเหมือนจะพูดได้ว่าแค่ชั่วข้ามคืน  เคยจำเพลงระพิน ไม่น้อยกว่า 20 เพลง คือเพลงดัง จำหมด  แต่อยากจะถามพี่สัมพันธ์ เพราะในนี้ไม่ได้บันทึกไว้ว่า เพลงที่ระพินร้องทั้งหมด โดยประมาณ  สักกี่เพลงครับพี่ ขอบคุณครับ หรือท่านใดมีข้อมูล อนุเคราะห์ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version